Tuesday, April 25, 2006

กลับมาเเล้ว! : Tokyo 101

กลับมาตั้งนานเเล้ว
เเต่ยังมีอาการนอนเร็วอยู่ สี่โมงเย็นก็ง่วงมากๆ
คาดว่า มาจากอาการขี้เกียจมากกว่า

ว่าจะรอเรียบเรียงเรื่องจากบันทึกเสร็จ
ค่อยมาอัพบล็อก
เเต่ถ้าจะรอนี่ คงไปเขียนเอากลางเดือนหน้า
ที่เขียนมา ก็อ่านลายมือไม่ออก เพราะชอบพักเขียนบันทึกตอนสั่งข้าวกิน
...มันหิว ก็เลยรีบเขียน

เอาเป็นว่า เล่าเรื่องตามภาพละกัน




คนรอบตัวถามว่า ไปญี่ปุ่น จะไปทําอะไร
"โอ เราจะไปสูดอากาศ นั่งชมดอกซากุระ"
เนื่องจากมีเวลาเที่ยวเเค่ระยะสั้นๆ (เเค่สองวัน) ก็ทําใจไว้เเล้วว่า
ถ้าโลภมากอยากเที่ยวครบๆ คงจะได้ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ใต้ดิน มากกว่าบนดิน

วันเเรกโลภมาก
ตื่นตั้งเเต่ตีห้า เเอบภูมิใจว่า เที่ยวอย่างนี้สิคุ้ม! มันต้องตื่นเช้าๆ
ปรากฏว่า ทั้ง Ryokan(โรงเตี๊ยม) พร้อมหน้ากันเเหกตาตื่นตั้งเเต่ไก่โห่ (จริงๆต้องกาโห่ กาเยอะมากๆ ประเทศอะไรไม่รู้)

หน้าตา Andon Ryokan

มีพิธีชงชาทุกวันพฤหัส


ที่ตื่นเร็วเพราะ Frommer's บอกว่า
ตื่นเถิด ...ไปเดินตลาดปลากัน
อาเจ๊ ห้องชั้นสาม มาเเอบดูเรายืนเเปรงฟันอยู่พักนึง
ก็มาสะกิดๆ "จะไปตลาดปลาล่ะสิ หน้าตาเหนื่อยๆนะ"
เกรงใจ ก็คุยไปทั้งๆที่ยังเเปรงฟันอยู่ คือว่าเจ๊เค้าอยากนําเสนอ ร้านขายซูชิสดๆ ถูกๆ ที่ตลาด
"อ๋อ อี อิ อ๊ะ" (ดีสิคะ)

ปัญหาอยู่ที่ชื่อร้านมันเป็นตัวอักษรจีน
"ต้า-ห่าว"
ว่าเเล้วอาเจ๊ ก็เอานิ้วเเตะน้ำจากก๊อก ขึ้นมาเขียนที่ผนัง เส้นตัวอักษรเป็นล้าน
"สะกดอย่างนี้ ไปหาดู"



เเล้วจะหาเจอได้ยังไงเล่า
เจอเเต่ปลาตัวใหญ่พอประมาณ กับร้านขายของเเห้งเต็มไปหมด
นี่มัน อ่างศิลา ชัดๆ!

ลงเอยที่ร้านซูชิหน้าตานักท่องเที่ยวมากๆ
เเต่เป็นที่เดียว(ตั้งเเต่เดินมา ห้าซอย) ที่ดูจะพูดอังกฤษได้
โดนสาวเชียร์เเขก ต้อนเข้าร้าน
"เวลคั่ม เวลคั่ม"

ที่ไหนได้
พี่เค้าก็พูดอังกฤษได้เเต่คํานั้น





เดินเท้ามา สวนดอกไม้ Hama Rikyu
ที่มาเพราะจะไปขึ้นเรือ(ที่นี่เรียก water boat ฟังเเล้วทะเเม่งๆ เรือย่อมเเล่นบนน้ำสิ ทําไมไม่เรียก ferry เนอะ)
ชมเเม่น้ำ Sumida เพื่อต่อไปยัง Asakusa
เดินชมสวนดอกไม้ อีกาตัวใหญ่มากๆ บินว่อนเป็นฝูงเหนือหัว เลยกลายเป็นเดินชมนก เเทนดอกไม้
พอสายอากาศเริ่มหนาว เลยว่าจะหลบเข้าไปที่เรือนไม้กลางน้ำ ซึ่งคาดว่าเป็นพิพิธภัณฑ์

ยังเดินไม่พ้นขอบประตูไม้ ก็มีสาวผิวขาว ผมดํา เเบบญี่ปุ่นดั้งเดิม(ไม่ใช่พวกผิวเเทน ผมทองเเบบเพื่อนเรา) เดินออกมาต้อนรับในชุดกิโมโน

ยังไม่ทันอ้าปากพูด น้องเค้าก็รัวภาษาญี่ปุ่นออกมาเป็นชุด

ยังไม่ทันได้ตอบ ก็มีคุณตา เดินออกมาจากในบ้าน

ยังไม่ทันได้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือให้คุณตาทราบ คุณตาก็หันไปรัวภาษาญี่ปุ่นเร็วปรื๋อกับหญิงสาวคนข้างๆ

เเล้วสองคนนั้นก็ยืนคุย คุย คุย ..จากคุยธรรมดา กลายเป็นเถียงกันเป็นวรรคเป็นเวร โดยมีข้าพเจ้ายืนอยู่ตรงกลาง
เป็นการต้อนรับลูกค้าที่มีเอกลักษณ์ดีเยี่ยม




ย่องออกมาเงียบๆ พ้นประตูได้สามเมตร ก็ซิ่งมาท่าน้ำ
กลัวไม่ทันโดยสาร "เรือทางน้ำ"
ต่อเเถวซื้อตั๋วอยู่ ระหว่างนั้นก็เปิด Frommer's เช็คเส้นทางเเก้เซ็ง
หันไปนอกเเถว มีชายหญิงคู่นึงยืนเพ่ง Frommer's เล่มใหญ่ (เป็นของญี่ปุ่นทั้งประเทศ) อยู่เหมือนกัน
เป็นโชคชะตาเเน่ๆ หนึ่งในสองคนนั้น เงยหน้าขึ้นมาพอดี
เเล้วเราก็เเลกรอยยิ้มมุมปากให้กัน
เป็นรอยยิ้มเเบบ "หึ หึ เเกก็โดนหนังสือท่องเที่ยวครอบงําเหมือนกันสินะ"

เดินมาครึ่งวันเเล้ว พบว่า การมาเที่ยวโตเกียวเอง เเบบไร้ทัวร์ ไร้ญาติ
ไม่ต้องไปพกหนังสือหนักๆอย่าง พวก Lonely Planet, Frommer's หรอก
การท่องเที่ยวญี่ปุ่นมีหนังสือเล่มบางๆ ของJapan Travel Bereau ที่สนามบิน
มีทุกอย่าง ทั้งเเผนที่ เเละ จุดน่าสนใจกับคําอธิบายสั้นๆ เวลาเปิด-ปิด

ที่เราต้องการจริงๆก็คือเเผนที่ดีๆ กับประโยคภาษาญี่ปุ่นที่ว่า "ห้องน้ำไปทางไหน"เท่านั้นเองเเหละ
ซึ่งเป็นสองสิ่งที่ Frommer's ไม่มี




เห็นตึกอึทอง
เราก็ถึง Asakusa เเล้ว
ร.บอกว่า ต้องประเทศที่เจริญๆเเล้วเท่านั้น ถึงจะมีความมั่นใจ ทําประติมากรรมเเปลกๆเเบบนี้ออกมาได้
คําว่าเเปลก จริงๆเราเเปลคําพูดมาจากคําว่า controversial ซึ่งหมายความถึง ความเเปลก ที่เป็นความเสี่ยง
มากกว่าที่จะ เเปลก ..เเบบสัตว์ประหลาดสามหัว

(หลังจากที่ ร. มาเห็นเเท็กซี่ สีชมพูเเปร๊ด ที่กรุงเทพ
ร.ก็บอกว่า เออ เมืองไทยเเปลกดีเนอะ เเต่คําว่าเเปลกคํานี้ มาจากคําว่า odd เเทน)

ตึกนี้เป็นตึกของบริษัท เบียร์ อาซาฮี
เพื่อนจั่นบอกว่า ตึกข้างหลัง เป็นสัญลักษณ์ เเก้วเบียร์ กับ ฟองเบียร์นุ่มๆ
เเต่ไอ้ก้อนคล้ายอึ สีทองนี่
"..ไม่รู้เหมือนกันว่ะ"





ก่อนเเยกกับเพื่อนๆที่สถานี Asakusa
มันฝากบอกว่า เที่ยววัดไทย ให้สนุกนะ
ฟังเเล้ว งงๆ อ๋อ "วัดพุทธ" ใช่มั้ย
ที่นี่มีวัดสองอย่าง Templeใช้เรียกวัดทางพุทธ ส่วน Shrine เป็นศาลเจ้าของ ชินโต

Sensoji ไม่ใช่เเค่วัดพุทธ อย่างเดียว
ยังเป็นวัดที่มีคนไทยหนาเเน่นมากๆ อย่างน่าอัศจรรย์ใจ
เดินไปไหนก็ได้ยินเด็กร้องงอเเง หิวข้าวเป็นภาษาไทย (เวลาเที่ยงวันพอดี)


ที่ไหนๆก็มีเซียมซี


ที่ไหนๆก็มีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์


ที่ไหนๆก็มีตรอกศักดิ์สิทธิ์

...
เชื่อเหรอ?
ล้อเล่นต่างหากนะ
...

Asakusa เป็นเมืองที่ว่ากันว่ายังคงความเก่าเเก่ของสมัย Edo ได้อย่างครบถ้วน
เสียดายไม่ได้เดินลึกกว่านี้ เเต่ก็ยังได้เดินทะลุตรอกซอกซอยบ้าง
เพราะเที่ยงนี้ กะว่า จะกินร้านอาหารญี่ปุ่น เพื่อคนญี่ปุ่น!


(อ่านต่อคราวหน้า)

Tuesday, April 04, 2006

I'll be back when the flowers bloom



ตอนนี้ใบไม้ต้นไม้ยังเเห้งๆอยู่เลย
เเต่ต้นหญ้าเริ่มเห็นเเวว จะผลิใบ อยู่รอมร่อเเล้ว

กลับมาอีกที
หลังบ้านคงเป็นสีเขียว วัชพืชเริงร่า เต้นระบํากันเต็มไปหมดเเหงๆ

วันนี้ไม่เขียนมาก
เเต่จะเเนะนําblogของจั่น
เธอไปเที่ยวญี่ปุ่นคนเดียว มาเดือนนึงเเล้ว (ยังมีชีวิตอยู่นะ!)
เเล้วก็ถ่ายรูปงามๆ มาหลายรูป

ตามลิงค์ได้ที่ด้านขวามือครับท่าน
จั่นของขึ้นเขียนblogเป็นภาษาอังกฤษ
เเต่เเค่ดูรูปก็เพลินเเล้วนะฮะ
parsley number

เชิญๆ

Monday, April 03, 2006

ตีนฟ้า พาทัวร์ 0




เกิดมาเป็นคนเท้าเบอร์ห้ามาตั้งนาน เพิ่งมารู้!
ที่ผ่านมาหลอกตัวเองว่าเป็นคนใส่รองเท้าเบอร์หก มาตลอด
ขี้โกงจริงๆ

หรือเราเองไม่เคยตั้งใจลองรองเท้าจริงๆเลยซักครั้ง
เป็นไปได้ไงเนอะ -_-'
มิน่ารองเท้าที่มีอยู่ก็หลวมๆทั้งนั้น (นึกว่าใส่ๆไปเเล้วมันยืด)

จะไปเที่ยววันพุธนี้เเล้ว
เกิดจิตวิปลาส เออ บริษัทไซด์คิกของเราชื่อ bluefoot นะ
อยากได้รองเท้าสีฟ้าโคตรๆ มาใส่ไปเที่ยวจัง
(ชื่อbluefootจริงๆตั้งมาจาก นกตีนสีฟ้า bluefooted-boobie ที่เกาะกาลาปากอส นกพันธุ์นี้ เป็นนกเด็กเเนว
ดํารงชีวิตอยู่ที่เดียวในโลก ก็ที่เกาะนี้)

เรามันพวกชอบมั่ว ร.เค้าตั้งชื่อเค้ามาดีดี
เราก็...อ่ะ ตีนฟ้า พาทัวร์เกาะติดม็อบไทย

ไปหาซื้อรองเท้าสีฟ้าดีกว่า


ทีนี้ประเทศนี้น่ะ คนเท้าใหญ่ๆกันทั้งนั้น
รองเท้ากีฬาของผู้ใหญ่ที่ขายตามร้าน เล็กสุดก็ยังเป็นเบอร์หกเลย

เราก็เลยต้องสั่งรองเท้าจากอินเตอร์เนท
คนที่นี่เขาคงชินเรื่องสั่งของออนไลน์กันเเล้ว เเต่เราไม่ชิน
ไม่เห็นของกัน ตัวเป็นๆ
ซื้อไม่ลง อิดออดอยู่ตั้งนาน
เเต่ก็ตัดใจสั่งไป ถือเป็นประสบการณ์

รองเท้าคอนเวิร์ส run small กว่าของชาวบ้านชาวช่อง
หมายความว่า ใครที่ปกติ ใส่รองเท้าเบอร์ 8
ถ้าจะซื้อคอนเวิร์ส ต้องไปซื้อเป็นไซส์ 6 เเทน
(อันนี้ไม่นับ คอนเวิร์สปลอม นะ)

ดังนั้นรองเท้าอิฉัน เลยกลายเป็น เบอร์สาม
ตีนคนเเคระ นะนั่น

คอนเวิร์สส่งรองเท้าเบอร์มาอาทิตย์ที่เเล้ว
เปิดกล่อง กลายเป็นรองเท้า เบอร์ สามครึ่ง
เเละอีกข้างเป็นเบอร์ เจ็ด
...

โทรไปชี้เเจง
อธิบายอยู่นานมาก
มันไม่เชิงมาผิดไซส์ มัน..ไม่เข้าคู่กันเลยต่างหาก (เว้ย)

ถ้าผิดขนาด คือ เราสั่ง สาม เเต่จริงๆใส่สี่
อันนี้เค้าจะคิดค่าส่งมาอีกต่างหาก
เป็นค่าโง่

เเต่อันนี้มัน..ผิดจากที่สั่งไปเยอะมากมาก

ตอนเเรกเค้าบอกว่า จะเปลี่ยนต้องรอ สามอาทิตย์
เราก็ ค่ะ ค่ะ โอเคค่ะพี่ ได้ค่ะพี่ รอค่ะพี่
พอวางหู เอ๊ะ จะเดินทางอาทิตย์หน้านี้เเล้วนะ เมื่อกี๊พูดอะไรไม่รู้เรื่องนะ

โทรปรึกษา ร.
ร.บอกว่า ของในโลกนี้จะได้มาง่ายๆ ต้องเปลี่ยนโหมดการพูดเป็นคุณป้าเเก่ขี้บ่น
เเถมเชียร์ให้โทรกลับไปพรรณาถึงความยากลําบากในการไปไปรษณีย์เพื่อส่งรองเท้าคืนโรงงาน
ความผิดหวังที่ไม่ได้ใส่รองเท้ายี่ห้อนี้ ไปเดินโฉบญี่ปุ่น เเถมต้องรอรองเท้าใหม่อีกชาติเศษ เเละอื่นๆ

เราก็เเหม...ไม่อยากโทรเลยนะ
ไปทําให้เค้าลําบากใจ เปล่าๆ
รองเท้าคู่เดียว

เเล้ววิญญานป้าเเก่ๆก็เข้าสิง

โทรไปอธิบายว่า ป้าลําบากนะลูก ส่งมาผิดๆอย่างนี้
เเล้วก็พร่ำบ่นไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ เเละ เรื่อยๆ

สามวันถัดมา
รองเท้าคู่ใหม่ก็มาถึงชานบ้าน
ไม่เสียค่าส่ง
รองเท้าคู่เดิมที่ส่งมาตอนเเรก เค้าก็ส่งคนมารับกลับคอนเวิร์ส ด้วยเช่นกัน..ถึงหน้าบ้าน

ป้าเเก่ๆขี้บ่น ครองโลกจริงๆ


...


จากนี้จะลาพักร้อน ไป ไทย - ญี่ปุ่น - ดินเเดง (มุขควายเนอะ)

เขียนรายการทัวรไว้เเล้ว
เเต่คิดว่า กําลังกายคงมีไม่พอ
ยังไง ถ้าโชคดี เจอกันงานหนังสือ วันที่เก้า

Saturday, March 18, 2006

Dormant : หนังสั้นของข้าพเจ้าเมื่อ 2004



ลองใช้บริการ YouTube ดู
เลยขอประเดิมด้วยหนังเรื่องนี้

ถ่ายทําเมื่อปี 2004 (ก็หลายปีเเล้วเนอะ)
กํากับเรื่องนี้กับเพื่อนอีกคนนึง เเล้วก็ตัดต่อเอง
เเต่ให้เพื่อนช่างภาพอีกคนมาเป็นดีพี (คนคุมมุมกล้องนั่นเอง)

ตัวหนังสืออาจจะอ่านยากไปหน่อย (ขออภัย)

เรื่องนี้เป็นการนําบทกลอนของ Emily Dickinson
เกี่ยวกับความรักหม่นๆ มาทําเป็นภาพยนตร์ 16mm ขาว-ดํา
มันก็เอื้อให้เราจัดเเสงเงา ให้มันตัดกันมากๆ
เพื่อให้เนื้อเรื่องส่อไปทางด้านมืดของมนุษย์

เป็นความพยายามทางฟิลม์นัวร์ ของข้าพเจ้า
เพราะส่วนตัวเเล้ว ชื่นชม หนังทางgerman expressionism
เเต่ว่าไม่ค่อยให้ใครได้รู้

ตอนถ่ายเรื่องนี้ ก็ไม่ได้กะให้ภาพมัน distort มาก
เเต่ใช้การไม่เปลี่ยนมุมกล้องเเทน
ให้มันอึดอัด สับสน มึนงง

กว่าจะเอาไอ้เรื่องนี้ลงเทปได้
เสียเหงื่อไปเยอะมาก
เพราะเราไม่มีเครื่องถ่ายฟิลม์ ลงวีดีโอ
ต้องไปฉายบนจอจากเครื่องฉายหนัง เเล้วถ่ายลงเทปอีกที
(-_-)'

Frommer's VS Lonely Planet



ตกลงใจซื้อหนังสือ City Guide: Tokyo ของ Frommer's มาเเทน Lonely Planet
ตอนเเรกว่าจะให้โอกาส Lonely Planet อีกซักครั้ง
เเต่ก็เกิดใจเเคบขึ้นมากระทันหัน

ครั้งสุดท้ายที่ใช้ หนังสือของโลนลี่ ข้อมูลคลาดเคลื่อนเยอะ
พอได้มาใช้ ฟรอมเมอรส์ ก็มีชีวิตรอดมาได้จากการเดินทางเอง ครั้งที่ผ่านๆมา
(ไม่นิยมซื้อทัวร์..เพราะขี้เกียจไปโดนปล่อยตามเเหล่งช็อปปิ้ง)

หาหนังสือที่น้าตู่เเนะนําไม่เจอ ขนาดไปพลิก ร้าน BN มาเเล้ว
ลืมให้เค้าโทรไปถามสาขาอื่นๆ

เวลาที่ใช้ตัดสินใจซื้อหนังสือนําเที่ยวเนี่ย มันนานกว่าหนังสือนิยายหลายเท่าตัว
ดูๆเเต่ละเล่มมันก็คล้ายๆกัน
เเต่กว่าจะไปรู้ว่าเจ๋งไม่เจ๋งเอาจริงๆ ก็ตอนที่นั่งรถไฟผิดสถานี(ไปเเล้ว)นั่นเเหละนะ

Monday, March 13, 2006

ปกสมุด ลายเด็กเนิร์ด



โดนน้องข่มขู่ให้ทําปกสมุดให้มันหน่อย
"จะเอาไปขายเด็กม.4 ที่เพิ่งสอบติดไง เอาเเบบเท่เท่ อ่ะพี่"

ตอนเเรกว่าจะเขียนเป็น มนุษย์ก้านไม้ขีด มีโซ่ล่ามไว้กับโต๊ะเรียน
เเล้วมีตัวหนังสือว่า
"ยินดีต้อนรับสู่โรงเรียนกวดวิชาดูดวิญญาน"

เเต่กลัวเด็กม.สี่ ลาออกไปเรียนอุ๊ สอบ กศน.กันหมด


กระเเสขายสมุดมันลามมาถึงเด็กม.ปลายเเล้วจริงๆ
ฉลาดกันจังเลย
ต่อไปคงเป็นเด็กป.หก ออกเเบบเสื้อห้องกัน
เหมือนเด็กม.สาม

กว่าเราจะได้พิมพ์สมุด พิมพ์เสื้อขาย ก็ตั้งปีหนึ่งเเน่ะ
โชคดีได้เรียนปีหนึ่งเมืองไทย เลยได้ประสบการณ์ ทั้งรับน้อง ทั้งขายสมุด ทั้งขายเสื้อ
พอมาเรียนนี่ ไม่มีซักอย่าง
ทําการบ้านส่งปีเเรกอย่างเดียวก็ไม่มีเวลานอนเเล้ว

มันขายสมุดกันไปทําไม
1. พวกมันเชื่อว่า กําไรจะเพียงพอต่อการจัดงานรับน้อง เลี้ยงข้าวกลางวันน้องเป็นเวลาสามเดือน ซื้อกางเกงเล เเละเสื้อสายเเจกนักเรียนม.ห้า เเล้วก็อาจเหลือไปจัดงานเลี้ยง รุ่นพี่อีกหนึ่งต่อ
2. หรือจะเป็นการโปรโมทรุ่นเเละโรงเรียน ให้กับเด็กที่เผอิญเรียนพิเศษข้างๆ เด็กที่ซื้อสมุดเล่มนี้ไปใช้
3. ให้ความรู้สึกฮึกเหิม ว่า รุ่นเรารักกันมากมาย มีสมุดรุ่น กางเกงรุ่น เข็มกลัดรุ่น ด้วยนะ
4. สมุดตามท้องตลาด ไม่สวย ไม่โดน เลยขอมีส่วนเเบ่งตลาด ตามประสาเด็กเนิร์ด


สนใจอยากช่วยซื้อสมุดน้องๆ (เพื่อไปทําการดังที่กล่าวมาข้างต้น)
ติดต่อได้นะค้า

Monday, March 06, 2006

ออ-สการ์

วันนี้ไปกินข้าวกลางวัน
ก็คุยเรื่องงานเเจกรางวัลออสการ์ที่ดูไปเมื่อคืน
มีเพื่อนคนนึงไม่ได้ดู เราก็ เฮ้ย 'ไมไม่ดูอ่ะ ตลกดีออก
36 mafia (เเรปเปอร์ที่ออกเเนวbling blingสุดๆ)มันได้ออสการ์ด้วยนะเฟ้ย

เพื่อน(คนนั้น)ตอบมาเรียบๆ
"ไม่ล่ะ ไม่อยากดูหรอก รางวัลที่ส่งเสริมพวกฝ่ายซ้าย(liberal)เเบบนั้น"

"..."
ข้าพเจ้าอึ้งไปสามวิ ก้มหน้ามองกุ้งชุบเเป้งทอด พลางคิดว่า วันนี้เลือกกินอาหารไม่มีคุณภาพอีกเเล้ว

"อืม..."

คือว่าพยายามจะหาคําพูดโต้ตอบที่เหมาะสมเเต่ก็หาไม่ได้
นี่ตูเป็นพวกเดโมเเครต หัวเอียงซ้าย กะเค้าด้วยเหรอฟะ
ชอบทางสายกลางนะ เเต่มันไม่ให้เลือกนี่หว่า

เหตุที่คุณ จ.ไม่ดูออสการ์
เพราะว่า ปีนี้หนังเกย์เข้าชิงเยอะ(brokeback, capote, transamerica ทั้งconspiracy รัฐบาล(syriana / goodnight and goodluck เเละหนังภาษาต่างประเทศ จําชื่อบ่ได้)

หนังพวกนี้ มันขัดกับหลักศีลธรรม เเละเเน่นอน..ขัดกับหนังสือเล่มนั้น

ได้ยินมาเหมือนกันตามทีวี ที่ว่ามีกลุ่มศาสนา ออกมาต่อว่าacademy ที่ปล่อยให้brokeback เข้าชิงภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
เดือดร้อนถึง สถาบันต้องออกมาเเจง
ว่าคุณๆคะนี่มันรางวัล ที่เเสดงถึง excellency of Cinema นะเฟ้ย
อย่าสับสน

สุดท้าย Crash ก็ได้รางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ไปเเทนคาวบอยเกย์ซะนี่
เรายังเเอบคิดว่า academy คงไม่อยากไปปวดหัวกับพวกคุณๆศีลธรรมสูง
เเต่ก็นะ คนโหวตก็อยู่ LA ซะเยอะ
คง relate กับปัญหาเหยียดผิวใน LA ได้มากกว่า ปัญหาหัวใจของคาวบอยใน ไวโอมิ่ง ล่ะมั้ง

เดี๋ยวเอารูปที่ถ่ายกับgromitมาเเปะดีกว่า สมกับที่ชนะทุกเวทีสาขา Animated Feature Film
Cracking Cheese Gromit!

Wednesday, March 01, 2006

โอ .. ทําไปได้

มีคนบ่นๆว่าตามตัวยาก
บล็อกก็ปล่อยให้รกร้าง
ก็อิชั้นทํางานอยู่นี่นา

เฮ้อ
อาทิตย์ที่เเล้วทํางานตั้งเเต่เจ็ดโมงเช้ายันสามทุ่ม เกือบทุกวัน
อย่างกับบริษัทเค้าจะมอบโล่ห์ให้งั้นเเหละ

มาคิดๆเเล้วก็ไม่รู้เหมือนกันว่า ทําไปทําไม
เพราะมันก็เพลินๆดี?

เมื่อสองวันก่อนกระทําการอุกอาจ
คือไปร่วมเซ็นต์ชื่อใน ใบเเสดงความเห็น(บางอย่าง)เกี่ยวกับนาย ก. กับเค้าด้วย
ตอนเขียนไปลงชื่อ ก็คิดเเล้วคิดอีก
กลัวกลับประเทศบ่ได้ อิ อิ
เเต่ไอ้ที่เค้าขายรัฐวิสาหกิจนี่ ก็สาหัสจริงๆอ่ะนะ

พอกลับไปอ่านข้อความเเถลงการณ์ของกลุ่มนักเรียนอีกที (หลังจากที่ส่งชื่อไปเเล้ว)
ก็รู้สึกว่าฟังดูคลุมเครือนะ ไม่มีเหตุผลชัดเจน มารองรับ statements ว่านาย ก. ไม่ดี ไม่เหมาะอย่างไร
เลยฟังดูเหมือนเสียงจากเด็กๆ (ทั้งๆที่ ก็เป็นเด็กที่โตมากเเล้ว กลุ่มนึง)

เขียนเรื่องการเมืองอีกเเล้วนะ
คราวหน้าเปลี่ยนเรื่องมั่งดีกว่า

นับถอยหลัง 35วัน สู่โตเกียว!
ตกลงเรื่องที่พักซักที หลังจากที่เปลี่ยนใจมาสามล้านรอบ
http://www.andon.co.jp/
เว็บสวยดี

Sunday, February 05, 2006

อยู่ผิดประเทศ มั้ยเนี่ย

วันที่ 31 มกรา ที่ผ่านมา

ประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ออกเเถลง State of the Union ความยาวเกือบหนึ่งชั่วโมงเต็ม
เนื้อหาเป็นการสรุปการทํางานของรัฐบาลในปีที่ผ่านมา เเละเเถมด้วยนโยบายใหม่ของปีนี้

อยู่ที่นี่มาห้าปี เพิ่งได้ดู State of the Union ปีนี้เป็นปีเเรก (เค้าจัดกันทุกปี)

ฟังเพลินๆ นโยบายก็เเนวเดิมๆ
เเต่มีที่เด่นๆอยู่บ้าง อย่างที่ฟังเเล้วก็ต้องหันไปหาคนข้างๆเเล้วอุทานว่า "เฮ้ย จริงดิ"
คือต่อจากนี้ รัฐขอสิทธิ์ดักฟังโทรศัพท์เเละอีเมล์ระหว่างคนในประเทศเเละนอกประเทศ
เผื่อมีใครโทรคุยกับ อัลไคดา จะได้บุกจับได้ทันที

เเต่นโยบายที่ฟังเเล้ว นิ่งไปสามวิ
คือนโยบาย เรียกร้องให้มีระงับการศึกษาวิจัยทางพันธุกรรมศาสตร์มนุษย์
อย่างตัดต่อสเต็มเซลล์ หรือ การทดลองสร้างอวัยวะจากเซลล์เอ็มบริโอ
โดยให้เหตุผลว่า กลัวคนไปทดลองสร้างครึ่งสัตว์ครึ่งมนุษย์ ฝ่าฝืนพระเจ้าอะไรทํานองนั้น

อืม เค้าไม่สนใจนะ ว่าการวิจัย จะช่วยชีวิตคนไข้ได้มากเเค่ไหน มันผิดหลักศาสนา ก็ทําอะไรไม่ได้

นี่ตูข้ามีชีวิตอยู่ในยุคกลางหรือยังไงวะนี่

Saturday, February 04, 2006

ไม่ได้เขียนอะไรมาทั้งเดือน



สวัสดีปีใหม่ ที่เริ่มจะเก่า

ปลายปี มุมานะ อ่าน Wind-up Bird Chronicle ข้ามปี
มาจบเอาตอนต้นมกรา ไม่เป็นอันทําการทํางาน
เป็นหนังสือนิยายของมุราคามิเรื่องที่สอง ที่อ่านเป็นภาษาอังกฤษ

อ่านเล่มนี้จบเเล้ว ก็เกิดความไม่เเน่ใจ
ว่านิยายเรื่องที่ชอบที่สุดของมุราคามิ คือเรื่องไหนกันเเน่
เพราะส่วนผสมเรื่องนี้ ใกล้เคียงกับเรื่องเเกะรอยเเกะดาว

กล่าวคือ

มีชายวัยสามสิบ
ไม่ทํางาน เเต่ก็มีเงินใช้เรื่อยๆ
ในเรื่องมีเเมว
มีเกร็ดประวัติศาสตร์
มีผู้หญิงลึกลับ
มีเรื่องเหนือธรรมชาติ
เเละมีการตามหาคนที่หายไป

จะว่าไปเเล้ว
เรื่องอื่นๆก็อาจจะประมาณนี้
เเต่ไม่ใกล้เคียงกันมากเท่าสองเรื่องที่เขียนถึง
สรุปว่า คนที่ชอบ เเกะรอยเเกะดาว คงจะชอบ wind up bird

- - - - - - -

เรื่องต้นปี

เตรียมเเผนจะกลับไปเที่ยวบ้านที่เมืองไทย
โทรไปจองตั๋วกับทัวร์เถื่อน
ที่ว่าเถื่อนคือ โทรไปทีไร ป้าคนเดิมเป็นคนรับสายทุกที
ทําให้จินตนาการไปว่า ทั้งบริษัท มีป้าคนนี้กับคอมพิวเตอร์หนึ่งเครื่อง
เเต่ก็นะ ตั๋วถูกๆ จะเอาอะไรมาก
ซื้อใน travelocity ราคา สองพันห้า
ซื้อกับป้า เหลือ เก้าร้อย
นี่อุตสาหกรรมทัวร์ มันทํากําไรกันมหาศาลขนาดนี้เลยเรอะ


- - - - - - -

วีซ่าญี่ปุ่น

กลับบ้านครั้งนี้ จะเเวะโตเกียวสองวัน
เป็นเหตุให้ต้องขอวีซ่า
ชีวิตนี้ไม่เคยขอวีซ่าเข้าประเทศอื่น นอกประเทศตัวเองมาก่อน
จะว่าไปเเล้ว ก็ไม่เคยขอวีซ่าเองเลยซักครั้ง (-_-)'

เข้าไปอ่านระเบียบการจากเว็บสถานฑูต
ญี่ปุ่นเคร่งครัดเรื่องคนเข้าเมือง อย่างกับ นักท่องเที่ยว จ้องจะเข้าประเทศไปปล้นฆ่าใครงั้นเเหละ
ต้องมีจดหมายเชิญจากคนญี่ปุ่น หรือ ต้องมีเงินในบัญชี หนึ่งหมื่นห้าพันเหรียญ เป็นอย่างต่ำ
สอบถามเพื่อนฝูง ก็ได้เรื่องราวให้กําลังใจ ประมาณว่า เพื่อนหญิงคนนึงได้โควต้าไปสัมนานักศึกษาเเพทย์ที่ญี่ปุ่น
มีจดหมายเชิญเรียบร้อย พ่อเเม่ก็ไปญี่ปุ่นมาเเล้วหลายครั้ง เธอก็ยังถูกเรียกไปสัมภาษณ์อีก

ไอ้เราก็กังวลไปต่างๆนานา เพราะ ไม่เข้าข่าย requirments อะไรซักอย่างข้างต้น

โทรไปคุยกับสถานฑูต ถึงเพิ่งรู้ว่า ถ้าเดินทาง"ผ่าน"ประเทศ (ในที่นี้ ผ่านไปยังกรุงเทพ)
ขอวีซ่า"ผ่าน"ได้ง่ายๆ ราคา7เหรียญ
โดยยื่นเเค่เอกสารเป็น ตั๋วเครื่องบิน เเละชื่อโรงเเรม


- - - - - - -

ดูหนังดีดี หลายเรื่อง
ยกยอดไปเล่าครั้งหน้า
:D

Sunday, December 25, 2005

วันนี้วันที่ 25

สุขสันต์วันคริสต์มาส เเละ สวัสดีปีใหม่

เพิ่งทําการ์ดเสร็จหมาดๆ
(ยังอุ่นๆอยู่เลย)

กดตามลิงค์นี้นะจ๊ะ
http://bluefootstudios.com/christmascard


สองสามวันนี้ใช้ชีวิตอยู่บนถนนเป็นส่วนใหญ่

24 ธันวาคม สามทุ่มสิบห้า
วัน เเละ เวลา ที่คนอื่นๆ นั่งกินข้าว ดูทีวี เปิดของขวัญ
ข้าพเจ้ากลับมานั่งขับรถบนทางหลวงที่มืดที่สุดในโลก
ก็ใครเค้าจะออกมาขับรถ กันในคืนนี้กันเล่า
นอกจากคนที่ไม่มีครอบครัว กับ คนที่ผิดนัด

หลังจากสัญญาต่างๆที่ให้ไว้กับชาวบ้าน ก็ทําท่าว่าจะเป็นเพียงคําพูดในอากาศ
ความหวังสุดท้ายคือ การที่ไปถึงจุดหมาย ทันเวลาที่ ทุกคนจะเเลกของขวัญ (ห้าทุ่ม)

ทางหลวงสาย 80 ว่างเปล่า
มองตรงไปข้างหน้า เห็นเเค่เส้นประสีขาวพาดบนถนน ในระยะที่เเสงไฟหน้ารถส่องถึง
มองกระจกหลัง มีเเต่ความมืด
คิดๆไปก็สงสัย
นี่เรากําลังจะไปไหนกันเเน่





----




ในที่สุดก็ขับรถถึงที่หมายอย่างปลอดภัย
หกชั่วโมงบนถนน ถ้าไม่ได้ ซีดีอัดชุด โคตรฮิต2 คงหลับในไปหลายรอบ

ขณะขับเข้าเมืองวิลเลี่ยมสพอร์ต นึกขึ้นได้ว่าลืมซื้อของขวัญให้จอห์น
(เเอบอุทานออกมาในรถ "ชิบ...เเล้ว")
โชคดีที่ คุณป้าร้านดังกิ้นโดนัท ที่กําลังจัดปาร์ตี้ระหว่างครอบครัว อยู่ในร้าน
เงยหน้าขึ้นมาเห็นฉันทําหน้าสิ้นหวังอย่างเเรง ขณะอ่านป้ายหน้าร้านว่า "ปิด เวลา สิบเจ็ด นาฬิกา"
(ไม่รู้ว่า เเฟรนชายส์ ดังกิ้น เมืองนี้ เป็นระบบครอบครัว)

คุณป้าชะโงกหน้าออกมาถามว่า เอากาเเฟมั้ยคะหนู
"ไม่เป็นไรค่ะ เเต่อยากขอซื้อเมล็ดกาเเฟ สองถุง เป็นของขวัญให้เพื่อน"

คุณป้า, เป็นหนี้คุณป้าจริงๆ ชื่ออะไรก็ไม่รู้
ขากลับจะเเวะไปอุดหนุนโดนัทสักสองชิ้น

เเอบรู้สึกผิดที่จอห์นได้ของขวัญเป็นกาเเฟดังกิ้น
เเต่ก็ดีกว่าไม่ได้อะไรล่ะมั้ง (-_-)'


หนึ่งในของขวัญปีนี้เป็น ดีวีดี คอนเสิร์ต Jack Johnson : Weekend at the Greek
ดีใจมากมาก

Thursday, December 15, 2005

ป่วยยยยยย



(รูปข้างบนไม่เกี่ยวอะไร กับเรื่องที่จะเขียน)


อยู่ๆก็ป่วย
ปวดหัว เจ็บคอ
ใกล้สิ้นปีทีไร ก็ป่วยทุกที
เป็นเเบบนี้มาสี่ห้าปีติดต่อกัน
ตัดกําลังใจเที่ยวกันเห็นๆ

เนื่องในโอกาสป่วย
จึงเสนอหน้าไปขอใช้ห้อง comfort room ของที่ทํางาน ระหว่างพักกลางวัน
จริงๆเค้ามีไว้ให้ คุณน้าคนท้อง ลงมานอนพักระหว่างเวลาทํางาน
เเต่คนป่วยก็จัดอยู่ในประเภทเดียวกันได้ (เหมือนห้องพยาบาลในโรงเรียน)
ลงไปนอนๆได้สิบนาที พลิกไปพลิกมาก็ยอมเเพ้ เดินออก
คือห้องมันอยู่ข้างๆ ยิม ได้ยินเเต่เสียงคนวิ่ง ตลอดเวลา

กําลังคิดหมั่นไส้อยู่ว่า อะไรจะฟิตกันตลอดเวลาขนาดนั้น
เปิดประตูเดินหัวฟูออกมาในบริเวณยิม เจอ เจ ผจก.โปรเจ็ค เหงื่อโทรมมากๆ
หลุดปากถามว่าไปทําอะไรมา เจ มองมาเเปลกๆ เเล้วบอกว่า ก็ไปวิ่งมาไง

เออ สุขภาพสมบูรณ์กันจริงๆ

(ชิ)
...


อย่างไรก็ตาม
ก็ยังฮึดฝ่าพายุหิมะออกไปช็อป เนื่องในโอกาสสิ้นปี

อิอิ

ซื้อของขวัญให้ชาวบ้านที่เราไม่ค่อยเเคร์ เเต่ต้องให้ตามมารยาท
เป็นเรื่องยากมาก
มันเป็นการเเสดงถึงความคิดสร้างสรรค์ใน การวางตัว
เเบบว่า ของขวัญเล็กๆถูกๆ ให้เห็นความห่างเหินพอประมาณ
เเต่ต้องให้คนรับทึ่งว่า มันไปหา(ของสุดเท่นี่)มาจากไหน(ฟะ)
เหมือนจะบอกว่า จริงๆเเล้วฉันก็เเอบมีความห่วงใยใส่ใจ นะ...


(รูปข้างบน เขียนขึ้นระหว่างดูทีวี วาดเร็วๆ ลงสีเร็วๆ เน้นความสดของเส้นเเละสี สิบนาที)

Monday, December 05, 2005

เวลาที่หายไป



วันนี้ตื่นช้ากว่าเดิมห้านาที
เป็นการทดลองว่าจะออกจากบ้านเวลาเดิมรึเปล่า

ออกจากบ้านช้ากว่าปกติไป สิบนาที
ทั้งๆที่ทําทุกอย่างเหมือนเดิมเป๊ะๆ
ยืนเหม่อเวลาเเปรงฟัน เต้นระบําเวลาอาบน้ำ
ลงมาข้างล่างเเล้วถึงนึกขึ้นได้ว่าลืมหยิบถุงเท้า
ดื่มน้ำหนึ่งเเก้ว เช็คบัตรเครดิตในกระเป๋าตังค์
มันก็เหมือนทุกวันที่ผ่านมา

เวลาห้านาทีหายไปไหน?

ปล.
จากนี้ต้องขยันหมั่นเอางานมาเเปะบ้างเเล้ว
เก็บไว้ในเครื่อง สีซีดหมด

Sunday, November 06, 2005

ระยะห่าง จาก เส้นตาย -- distance from the deadline

อาจารย์สมจิตต์สอนไว้ตอนม.5 วิชาคณิตศาสตร์
"อย่าไปหวังพึ่งคนอื่น"
หึ หึ
อย่างนี้ก็ทํางานกลุ่มไม่ได้ล่ะสิ
วุ่นวายใจตายเลย

ความพอดีมันอยู่ที่ไหนกันเเน่
เมื่อไหร่ฉันจะทําตัวเด็ดขาดได้ซะทีก็ยังไม่รู้
อยากเป็นคนน่าเกรงขามนะ
ถ้าสูงกว่านี้อีกซัก ไม้บรรทัดนึง มันก็คงช่วยเพิ่มรัศมีความโหดร้ายได้บ้าง

อยากเหี้ยมได้อย่างเจ๊เก็บค่าเเผงที่ตลาดบํารุงราษฎ์จัง
ใครจะกล้ามาพูดจาอ้อมเเอ้ม...เอ่อ ไอ้ฟังค์ชั่นที่ตกลงกันไว้ มันคงเสร็จไม่ทัน..
ไม่มีซะหรอก--โอ หงุดหงิด

ระหว่างรองาน จากคุณๆทั้งหลาย
ก็หยิบหนังที่เช่าไว้ตั้งเเต่วันจันทร์มาดู

Uzak
หนังตุรกี ปีสองพันสอง ใช้ชื่ออังกฤษว่า Distant
หน้าปกดีวีดี มีเเปะรางวัลไว้จนล้นสองบรรทัด รวมทั้ง รางวัลนักเเสดงนํายอดเยี่ยม จากเทศกาลหนังเมืองคานส์

ไอ้เราก็ไม่เคยดูหนังตุรกีซักที เเต่มีความหลังกับหนังตะวันออกกลางว่า มันเนือยๆ ไม่เร้าใจ
ตุรกีนี่ ก็เข้าข่ายยุโรปตะวันออก -- คิดเอาเองมั่วๆว่า น่าจะดําเนินเรื่องเร็วกว่า เพราะอยู่ในเขตที่หนาวกว่า
หรือไม่อย่างน้อยก็อาจได้เห็น hagia sofia ในหนังบ้าง(อยากไปมานานเเล้ว) น่าจะคุ้ม
อะไรเเบบนี้

ดูไปสี่สิบสี่นาทีเเรก..อืม ยังไม่ดําเนินเรื่องไปถึงไหนเลยนะ
นึกถึงหนังการ์ตูนสั้นของดิสนีย์ จากชุดSilly Symphonies ก็มาเเนวเรื่องเดียวกัน
หนูลูกผู้น้อง เดินทางจากบ้านนอกมาหา หนูผู้พี่ ที่อาศัยเป็นคุณหนู อยู่ในบ้านผู้ดีกลางเมืองหลวง
ผิดก็เเต่ เวอร์ชั่นตุรกีนั้น กดดันกว่า เงียบกว่า เเล้วก็มีอารมณ์ขันที่เเปลกกว่า

เป็นหนังที่ถ้าดูๆอยู่ สามารถวิ่งไปเข้าห้องน้ำเเล้วกลับมา มันก็ยังไม่พลาดเหตุการณ์อะไรใหม่ๆ
พยายามดูอยู่ทั้งวัน..ก็ยังดูไม่จบ
ไม่ชอบดู --อ่าน --ชม งานที่เป็นชีวิตจริง Realism มากเกินความพอดี

ไม่รู้ว่า เป็นที่ความเเต่งต่างทางวัฒนธรรม รึเปล่าก็ไม่รู้
คนตุรกี อาจจะเงียบๆ เหม่อๆ
เอาไว้รู้จัก ใครจากประเทศนี้ซักคนสองคน
อาจจะมองหนังเรื่องนี้ต่างออกไป

หวังว่า
.

Sunday, October 30, 2005

อู้

วันนี้เดย์ไลท์เซฟวิ่ง
รัฐบาลเเจกเวลาเพิ่มมาหนึ่งชั่วโมง
เมื่อเช้าตื่นขึ้นมา ก็นอนกลิ้งเกลือกกรี๊ดกร๊าดอยู่ซักพัก
ก่อนจะไปเเก้เวลานาฬิกาทุกเรือนในบ้าน ย้อนกลับมาหนึ่งชม.

กะว่าจะเริ่มทํางานเช้าๆ จะได้เสร็จไวๆ
วันนี้วันอาทิตย์อากาศดี กะว่าจะออกเดินไปซื้อผัดไทยกินตอนเย็นๆ
ทํางานเสร็จคงซะ สามโมง เป็นทุน ค่าผัดไทยเจ๊นิดา

กินข้าวเช้า ครึ่งชั่วโมง
ดูดิสเคอเวอรี่เเชนเเนลเรื่องยุงเขตร้อน (ดูทําไมวะ)อีกชั่วโมง
อืม ที่เป็นตุ่มเวลาโดนยุงกัด เพราะน้ำลายยุงหรอกหรือ (เรียนไปเเล้วรึเปล่าเนี่ย จําไม่ได้)

ห้าโมง..งานยังไม่เสร็จ

วางเเองคอร์พอยท์ผิด เริ่มอนิเมทไปซักพักใหญ่ ค่อยสํานึกได้
จากผัดไทยnorth marketสุดหรู เลยต้องไปนั่งผัดมาม่ากินเเทน

สามทุ่มพักไปดูทีวี
ไม่มีอะไรดู..งานชิ้นนี้โคตรเฮี้ยน
หงอยๆกลับมาทํางานต่อ

เที่ยงคืน
ก็ยังไม่เสร็จ ยิ่งคิดว่าเเท้จริงเเล้วมันคือเวลาตีหนึ่ง เลยยิ่งง่วง
นั่งหน้ามุ่ยๆอยู่หน้าคอม ก็ดันโดนคนปากห.มา เเชทมาเเซวว่า
เฮ้ย ไม่ได้ทํางานม้างงง
นั่งเล่นsomewhere in betweenอยู่ละสิ

ฮะฮะ

ก็ใช่น่ะสิ

Sunday, October 23, 2005

มองเขา มุมเรา


ช่วงนี้ ที่ทํางานต้องข้องเเวะกับบริษัทจากอินเดียบ่อยๆ
ส่วนมากก็มีเรื่องให้ปวดหัว กับอินเดียเกือบทุกวัน
เลยเช่าหนังสารคดีมาดูเล่น Born into Brothels
เป็นสารคดีที่ถ่ายทําในประเทศอินเดีย

มั่วเอากับตัวเองว่า นี่คงเป็นการเสริมสร้างความเข้าอกเข้าใจ ระหว่างเรากับคนอินเดีย

หนังเริ่มเรื่องที่ ช่างภาพหญิงอเมริกัน เดินทางไปอินเดีย
เพื่อถ่ายรูปวิถีชีวิต คุณโส ในซ่องย่านโซนัคจิ เมืองกัลกัตตา
เเต่จะไปเดินโท่งๆถ่ายภาพ ก็อาจถูกอํานาจมืดเบียดเบียน
เซน่า จึงไปเเฝงตัวเช่าบ้านพักอยู่ในละเเวกโคมเเดง เเละเปิดบ้านเป็นอาสาสมัคร สอนเด็กๆละเเวกนั้นถ่ายภาพ

ในเมื่อผู้ใหญ่ถือกล้อง ไปส่องผู้ใหญ่ด้วยกัน ก็อาจเกิดความบาดหมาง
เด็กๆวิ่งไปวิ่งมากับกล้อง คนไม่ถือสา

เมื่อชีวิตประจําวันของเด็กๆสิบขวบเหล่านี้
ต้องเกี่ยวข้องกับ ปัญหา โสเภณี เเมงดา เเรงงานเด็ก
รูปที่เด็กๆถ่ายจากชั้นเรียนถ่ายภาพของเซน่า
ก็เลยจริงใจ ไร้เดียงสาจนน่าเศร้า

เเต่หนังก็ไม่ได้โชว์เเค่ด้านมืดนะ
ด้านสว่างมันมาทีหลังไง
สว่างยังไงไม่บอกดีกว่า 55

ดูหนังเเล้วก็สงสัย ทําไมเราไม่คิดเรื่องนี้ขึ้นมาก่อนเค้าวะ (เเหะๆ .. พาลน่ะ)

ไปเช็คที่เว็บไซต์ kids-with-cameras.org ดูเมื่อวาน
เป็นโครงการที่ตั้งขึ้นมาหลังจากหนังออกฉาย
เพื่อช่วยเหลือเด็กๆของโครงการโดยการขายภาพถ่ายของพวกเขาเป็นทุนการศึกษา

ไม่มีโครงการมาตั้งสาขาประเทศไทยมั่งเนอะ
ดูหนังเเล้วก็รักเด็กขึ้นมาอีกนิดนึง (จากเมื่อก่อน ที่ชอบกินตับเด็ก)

เเต่ก็ยังไม่ชอบผู้ใหญ่อินเดีย บางคนอยู่ดี
((เมื่อไหร่จะทําตัวน่ารักซะทีล่ะคะลุง))

Sunday, October 09, 2005

บ้านเมืองเราสมัยนี้....



เพื่อนจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ขึ้นบ้านใหม่
มันก็จัดเเจงทําจดหมายเชิญ เเนบมากับอีเมล์
ในจดหมาย ไม่ได้บอกเเค่ที่อยู่ เเต่ส่งรูปถ่ายดาวเทียมมาให้ดูด้วย เพื่อบอกจุดที่จะเอารถไปจอด
หืออ..ไปเอาภาพนี้มาจากกูเกิ้ลเรอะ...?

เเละเเล้ว
ฉันก็เกิดอาการอยากรู้ว่า
ไอ้ภาพถ่ายดาวเทียมมันถ่ายไปถึงเมืองไทยด้วยรึเปล่า

กว่าจะหาตัวอําเภอของชลบุรีเจอ ก็ทําให้ปวดขมับตุบๆ
หลังคาบ้านมองยังไงก็เหมือนๆกันไปหมด ภาพถ่ายดาวเทียมก็ไม่มีจังหวัดบอกไว้
เกือบจะเลิกมองหาบ้านพ่อเเม่ซะเเล้ว
เเต่หน้าจอก็เลื่อนไปหยุดที่โรงเรียนมัธยมต้นเก่าพอดี

เฮ้ยยยยย นั่นมันสระน้ำโรงเรียนนี่นา โรงพละ...รูปปั้นร.ห้าด้วย
เเล้วตรงนั้นมันศาลากลาง..ใช่มั้ยเนี่ย

โชคดีที่โรงเรียนเก่า อยู่ติดทะเล
ฉันเลื่อนหน้าจอขึ้นตามชายฝั่งมาจากทางจันทบุรี
สุดท้ายก็เจอกับสถานที่คุ้นหน้าคุ้นตา

ตื่นเต้นสุดๆ

จากโรงเรียน ฉันตั้งสมาธิ หาทิศเหนือใต้
สมมติในใจว่า ขับรถไปรับน้องสาวจากโรงเรียน กลับบ้าน
เเล้วฉันก็พบตัวเอง สนุกกับการขับรถหลอกๆ บนเเผนที่อีเลคโทรนิคส์

จากโรงเรียน
ฉันขับรถไปตลาด สมมติว่า น้องอยากเเวะซื้อขนมก่อนกลับบ้าน
ขับไปร้านเครื่องเขียน ซื้อกระดาษ กับพู่กันสีน้ำ
ขับรถไปหาย่ากับอา ที่บ้านเก่า เเล้วเเวะร้านขายส่งน้ำอัดลม
ซื้อโค้ก ลังใหม่ ไปตุนไว้ที่หลังบ้าน
เติมน้ำมัน ปั๊ม ปตท.
เเล้วก็กลับบ้าน

กลับถึงบ้านได้
จึงถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานจากท้องฟ้า

สวัสดีน้องๆที่บ้าน
หลังคาบ้านเรายังเป็นสีฟ้าสดเหมือนเดิมเลยนะจ๊ะ

Saturday, October 01, 2005

ขายรถได้เเล้วนะจ๊ะที่รัก



ถ้าอยากรู้ว่า เวลานั้นผ่านไปเร็วขนาดไหน

ให้ดูที่วันหมดอายุ นม
ตอนซื้อก็คิดว่ายังมีเวลาดื่มอีกยาวไกล
เเป๊ปๆ เปิดตู้เย็นมาอีกที
บูดไปเเล้ว
เดือนนึงเเล้วหรือ(วะ)นี่!


---


เพิ่งขายรถคันเก่า -aka.สนูปปี้(คิดๆเเล้วก็อนาถนะ .. ตั้งชื่อรถ)
ขายไปหมาดๆ
รอยเเดดเผาคอนกรีตรอบๆที่ ที่รถเคยจอดยังไม่ทันจาง

ซื้อมา หนึ่งพัน ขายไป หนึ่งพัน

อะไรวะ เสียเเรงเป็นลูกสาวพ่อค้า!!

ช้าก่อน..พ่อ
อย่าเพิ่งโวยวาย
รถหนูเนี่ยเเทบจะขับไม่ได้เเล้ว เเอร์เสีย ซีดีโดนโละไปเป็นช่องโหว่เลย
เอาเป็นว่า ขนาดตั้งชื่อรถเอาฤกษ์เอาชัย
สรุปเเล้ว รถก็..สภาพน่าเศร้าอยู่ดี

ตอนที่มีคนเอาเงินสดมาซื้อ
รับเงินเข้าบ้าน หากระดาษเขียนใบเสร็จ
รู้สึกผิดยังไงไม่รู้
รถมันไม่ดีนะ ยังอยากซื้อไปอีกเหรอ

นี่ฉันสร้างศัตรูรึเปล่าเนี่ย
อีกหน่อยต้องย้ายบ้านหนีหรือรึเปล่าวะ

ขอให้คุณลูกค้าโชคดี
ถือซะว่า เป็นกรรมเก่าของเราสอง ก็เเล้วกันนะ

Tuesday, September 27, 2005

มื้อสุดท้าย

อากาศเย็นเหมือนหน้าหนาวเเถวบ้านเรา


อากาศเย็นทีไร นึกถึงปีใหม่ ทุกที

ปีใหม่ของฉันไม่มีหิมะ

มีเเต่ลมทะเล กับ ม่านหมอกโรยตีนเขา



---



ข่าวตอนเช้า


นักโทษคดีฆาตกรรม ถูกตัดสินประหารชีวิต หลังจากติดคุกมาเก้าปี

อาหารที่นักโทษสั่งเป็นมื้อสุดท้าย

คือ ชีสเบอร์เกอร์ มันฝรั่งทอด เเละน้ำอัดลม



ฟังเเล้วก็เกิดสงสัยว่า

ถ้าเป็นตัวฉัน

..

จะกินอะไรเป็นมื้อสุดท้าย?




ไม่ใช่ว่า กําลังวางเเผนจะไปฆ่า หั่น ใคร อะไรเทือกนั้น

เเค่สงสัย

Sunday, September 25, 2005








วันเสาร์

ไปร่วมงาน Via Colori|Street Painting
ปีนี้ได้เพนท์บนพื้นที่หก คูณ หก ฟุต เช่นเคย

ปีที่เเล้วหลังจากจบงาน ก็ตั้งปณิธานไว้ว่า
ปีหน้าจะเตรียมตัวให้พร้อมสองเดือนล่วงหน้า
พอมาปีนี้จริงๆ
กว่าจะได้นั่งคิด นั่งวาด ก็เช้าวันเสาร์ เหมือนเดิม

เหมือนที่ทินกร หุตางกูร เขียนไว้
คนเราใช้เวลาตัดสินใจจริงๆ เพียงสองวินาที
อีกสามร้อย หกสิบสี่วัน ยี่สิบสามชั่วโมง ที่เหลือ
คือเวลาไตร่ตรอง


จนตกบ่ายนั่นเเหละ
ถึงค่อยยุรยาตร ออกไปถึงสถานที่จริง
เเล้วก็รีบเขียนกัน อย่างกับโรงงานนรก

เจ้าข้างๆ เป็นศิลปินช่างคุย
ชวนคุยนู่นคุยนี่
ไอ้เราก็รีบๆ กลัวเเสงหมด ได้เเต่ตอบ อือ ออ
ไม่อยากลงสีกลางเเสงเทียนนี่นา
มันโรเเมนติกไป .. ฉันมันคนจิตใจอ่อนเเอ

น้องชายบอกว่า ให้วาดหลุมสิ เป็น op art
หรือไม่ก็ Crime Scene รูปoutlineคนนอน
ไอ้เราก็ขําๆ บ้าเรอะ
เเต่ก็...มีคนทําทั้งสองอย่างจริงๆด้วยอ่ะ
คอนเซ็ปท์สากลมั้งวี

สังเกตได้ว่า
คนส่วนใหญ่ชอบภาพเหมือนจริง (realism)
เห็นภาพนกยูง ก็กรูกันเข้าไปชื่นชม
อู้ยยย เหมือนจังเลย อย่างกับภาพถ่ายเเน่ะ

เหมือนภาพถ่าย เเล้วจะเพ้นท์ไปทําไม (วะ)คะ


--------


วันอาทิตย์

ย้อนกลับไปเช็คว่านามบัตรหมดรึยัง
36ใบหายเกลี้ยง ((ดีใจ))
หยิบออกมาเติมอีกฟ่อน เเล้วก็นั่งกินหนมคุมเชิงเเถวๆนั้น

ปรากฎว่ามีเเต่เด็กๆมาหยิบ
จะบอกน้องๆว่า เฮ่ยบัตรเเพงนะเฟ้ย อย่าหยิบทิ้งหยิบขว้างเด่ะ
ก็เกรงใจผู้ปกครอง

คืนนี้เขาจะลบภาพทิ้งเเล้วล่ะ
เเต่ถ่ายรูปเก็บไว้ตั้งเเต่เย็นวันเสาร์เเล้ว

ปีหน้าฉันจะเตรียมพร้อมกว่านี้!


โหลดรูปเสร็จจะเอามาเเปะอีก
ของคนอื่นๆ บางอันมันสวยกว่า หมดอารมณ์โหลด

วันนี้เลยขอหลงตัวเองซักวัน...นะจ๊ะที่รัก